สกู๊ปพิเศษ ก้าวใหม่ของ‘สตีวี่ จี’ กับภารกิจพา‘เรนเจอร์ส’ผงาด!!!

ข่าวฟุตบอลต่างประเทศ

สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด อดีตกองกลางตำนานของ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล เซ็นสัญญาไปคุมทีม “เดอะ ไลท์บลูส์” กลาสโกว์ เรนเจอร์ส หนึ่งในยักษ์ใหญ่ของ สกอตติช พรีเมียร์ลีก สัญญา 4 ปี ซึ่งจะเริ่มต้นในฤดูกาล 2018-19 เป็นต้นไป

ตำนานหงส์แดงกำลังจะก้าวเข้าสู่วัย 38 ปี ด้วยการเดินออกจากสโมสรอันเป็นที่รักของเขาเป็นคำรบสอง หลังจากครั้งแรกออกเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกา เมื่อเขาปฏิเสธการต่อสัญญา และโอกาสการเป็น “วัน แมน คลับ”

เพียงแต่ครั้งนี้ อาจจะเป็นก้าวเดินที่เหมาะสมสำหรับตัวเจอร์ราร์ดเอง เพราะจะเป็นก้าวใหม่ ประสบการณ์ใหม่ๆ หลังจากตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ได้สั่งสมประสบการณ์ในการคุมทีมหงส์แดง รุ่นยู-18 ซึ่งผลงานอันน่าชื่นชมคือการพาทีมยู-18 ผ่านเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รุ่นเยาวชนด้วย

แถมเจอร์ราร์ดยังได้ปั้นนักเตะที่กำลังจ่อคิวขึ้นมาติดชุดใหญ่หลายคน ไม่นับรวมเจ้าหนู เบน วู้ดเบิร์น ซึ่งติดชุดใหญ่มาก่อนแล้ว ยังมี คอร์เนอร์ มาสเตอร์สัน, เคอร์ติส โจนส์ รวมทั้ง เรียน บริวสเตอร์ ที่ต่างได้ติดทีมชุดใหญ่เดินทางยามแข่ง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในรอบน็อกเอาท์ที่ผ่านมาโดยตลอด

ถ้าถามแฟนบอลของหงส์แดง หลายคนอาจจะไม่อยากให้เจอร์ราร์ดออกไปจากสโมสรอีกแล้ว และหลายคนที่อยากให้เจอร์ราร์ดอยู่ช่วยงาน เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือใหญ่จากเมืองเบียร์ ในการคุมทีมเยาวชนหรือก้าวขึ้นมาเป็นผู้ช่วย เพื่อศึกษางาน จะได้ก้าวขึ้นมาคุมทีมต่อไปในอนาคต เหมือนเส้นทางของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ในทีม บาร์เซโลน่า หรือ ซีเนอดีน ซีดาน ในทีม รีล มาดริด

แต่สิ่งที่ควรรู้คือ ฟุตบอลอังกฤษ ไม่เหมือนฟุตบอลสเปน การคุมทีมในระดับเยาวชนหรือทีมสำรองในสเปนยังมีทีมบีให้ลงแข่งขัน ซึ่งเป็นการแข่งขันในลีกรองๆ ของ ลาลีก้า สเปน ทำให้ได้รับประสบการณ์คุมทีมแบบที่มีการแข่งขันให้ลุ้นแชมป์แบบจริงๆ แต่ที่อังกฤษไม่เป็นเช่นนั้น หลายๆ ครั้งจะเห็นว่านักเตะคนไหนมีแววดี ก็จะถูกส่งให้สโมสรอื่นๆ ยืมตัวเพื่อหาโอกาสลงเล่น จึงยากต่อการคุมทีมระยะยาว

“จริงอยู่การคุมทีมเยาวชนผมมีผู้เล่นที่น่าสนใจมากมายและมีความสุขกับการคุมทีมที่นั่น แต่ลึกๆ แล้วรู้ตัวเองอยู่เสมอว่าต้องการความท้าทาย ความกดดันในการเตรียมตัวเพื่อเกมวันเสาร์ในเช้าวันจันทร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมรักสมัยเป็นนักเตะ รวมไปถึงยังอยากชนะทุกเกมที่คุมทีมด้วย” สตีวี่จีกล่าวไว้

ทางเลือกของเจอร์ราร์ดครั้งนี้ ถือว่าเป็นทางเลือกที่เขาจะได้หาความท้าทายอย่างแท้จริงในการคุมทีมจริงๆ เพราะนี่คือการก้าวขึ้นมาคุมทีมชุดใหญ่ครั้งแรก เขาจะต้องเผชิญกับความกดดัน ความคาดหวังที่มากขึ้น และเป้าหมายที่สูงขึ้นไปด้วย

สตีวี่จีเปิดเผยว่าตัวเขานั้นมี 8 สโมสรยื่นข้อเสนอให้ไปรับงานคุมทีมแต่สุดท้ายก็เลือกที่จะประเดิมการเป็นกุนซืออย่างเต็มตัวกับการคุมทีมเรนเจอร์ส เพราะมองว่านี่คือสโมสรที่เหมาะสมสำหรับตัวเอง จากการที่ได้พูดคุยเจรจากัน

'' ''

ขณะที่เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือของ “หงส์แดง” ชุดใหญ่ ให้ความเห็นต่อการเลือกไปคุมเรนเจอร์สของเจอร์ราร์ดว่า ถ้าหากสตีวี่จีคิดว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสมแล้ว ก็เชื่อเช่นกันว่าเป็นเวลาที่เหมาะสม แม้จะรู้ว่าเรนเจอร์สเป็นทีมใหญ่มันอาจจะมีความยากอยู่บ้าง แต่เชื่อว่าจะเป็นการเลือกที่เหมาะสมอย่างแน่นอน

ส่วนอีกคนหนึ่งที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส อดีตนายเก่าของเจอร์ราร์ด ที่ตอนนี้คุมทีม “ม้าลายเขียว-ขาว” กลาสโกว์ เซลติก คู่ปรับตลอดกาลของเรนเจอร์ส และทั้งคู่มีโอกาสเจอกันในสนามในเกมดาร์บี้แมตช์ที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาลเกมหนึ่งอย่าง “โอลด์เฟิร์ม ดาร์บี้”

ซึ่งร็อดเจอร์สบอกกับเจอร์ราร์ดว่า การคุมทีมไม่เหมือนตอนเป็นนักฟุตบอล เพราะความกดดันในการทำงานมันต่างกัน แต่เชื่อมั่นว่าอดีตกัปตันทีมของเขาจะสามารถประสบความสำเร็จในการคุมทีมได้ด้วยการนำเอาความเป็นมืออาชีพใส่ไปในทีม เหมือนที่ทำตอนเป็นนักเตะนั่นเอง

กัปตันแชมป์ยุโรปสมัยที่ 5 ของลิเวอร์พูลนั้น ผ่านการร่วมงานกับกุนซือมาเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น เชราร์ด อุลลิเย่ร์ ที่ให้โอกาสเขาลงสนามในชุดใหญ่ของลิเวอร์พูล, ราฟาเอล เบนิเตซ ผู้พาเขาได้แชมป์ยุโรป รวมไปถึง ฟาบิโอ คาเปลโล่ เมื่อตอนคุมทีมชาติอังกฤษ

เจอร์ราร์ดเคยเขียนเอาไว้ในหนังสือชีวประวัติของตัวเองว่า เมื่อวันใดที่จะต้องมารับหน้าที่ในการเป็นผู้จัดการทีม เขาจะนำข้อดีต่างๆ ของกุนซือที่เคยร่วมงานหรือประมือด้วย มาผสมผสานกันให้เป็นสไตล์ในแบบของตัวเอง

ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่เขาจะเริ่มเดินก้าวแรก ออกมาสู่โลกของการคุมทีมอย่างแท้จริง และนำประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดชีวิตนักเตะเอามาใช้เพื่อพาเรนเจอร์สกลับสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง

ที่มาของเนื้อหา : https://www.matichon.co.th/news/949458